06 มี.ค. 2025
วิธีการ
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและปกปิดสองชั้น (Randomized double-blind clinical trial) โดยมีผู้ป่วย 30 คนที่ได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสที่แม้ระดับไวรัสจะถูกกดแล้ว แต่ยังมีภาวะล้มเหลวทางภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มเท่าๆ กัน กลุ่ม A ได้รับยาหลอก กลุ่มB ได้รับแคปซูลโปรไบโอติก 2 แคปซูลต่อวัน โดยมีจำนวนโคโลนี 10⁹ CFU ต่อแคปซูลซึ่งมีเชื้อจุลินทรีย์ 7 สายพันธุ์ หลังจาก 3 เดือน ได้ทำการตรวจสอบจำนวน CD4+ โดยวิธีโฟลไซโตเมทรี และหลังจากช่วงเวลาล้างยาหนึ่งเดือน ทำการทดลองสลับกันโดย ผู้เข้าร่วมที่เคยได้รับโปรไบโอติกได้รับยาหลอก และผู้เข้าร่วมที่เคยได้รับยาหลอกก็ได้รับโปรไบโอติกเป็นเวลา 3 เดือน จากนั้นพวกเขาได้รับการตรวจสอบจำนวน CD4+ 7 เดือนหลังจากเริ่มการศึกษา
ผลลัพธ์
ในกลุ่มแรก (A) การให้ยาหลอกส่งผลให้จำนวน CD4 ลดลงในช่วง 3 เดือนแรก (จาก 202.21 เป็น 181.79, ค่า p < .001) ซึ่งอาจเกิดจากลักษณะการดำเนินของโรค หลังจากการให้โปรไบโอติก จำนวน CD4 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 181.79 เป็น 243.86, ค่า p < .001) โดยรวมแล้ว หลังจากการศึกษา 7 เดือน มีการเพิ่มขึ้นของค่าเฉลี่ย CD4 อย่างมีนัยสำคัญจาก 202.21 เป็น 243.86 (ค่า p < .001)
ในกลุ่มที่สอง (B) การให้โปรไบโอติกในช่วง 3 เดือนแรกของการศึกษา ส่งผลให้ค่าเฉลี่ย CD4 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 126.45 เป็น 175.73, ค่า p < .001) เมื่อหยุดให้โปรไบโอติกส่งผลให้จำนวน CD4 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 175.73 เป็น 138.9, ค่า p < .001) แต่โดยรวมแล้วจำนวน CD4 เมื่อสิ้นสุดการศึกษายังคงสูงกว่าระดับเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญ (ค่า p < .001)
สรุปผลการศึกษา
การใช้โปรไบโอติกเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและปรับปรุงภูมิคุ้มกันของเนื้อเยื่อเกี่ยวข้องกับลำไส้ในผู้ติดเชื้อ HIV โดยการปรับฟังก์ชันของเกราะป้องกันเยื่อบุผิวและองค์ประกอบของ Microbiota สามารถนำไปสู่การเพิ่มจำนวนเซลล์ CD4+ ในผู้ป่วย HIV ที่มีความล้มเหลวทางภูมิคุ้มกัน การให้โปรไบโอติกทุกวันในขนาดที่เหมาะสม (สองแคปซูลที่มีจำนวนโคโลนี 10⁹ CFU ในการศึกษาของเรา) แก่ผู้ป่วย HIV ที่ยากดเชื้อได้แต่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ ส่งผลให้จำนวนเซลล์ CD4+ เพิ่มขึ้นชั่วคราว
ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
10 ต.ค. 2024
07 ส.ค. 2023
เช็คก่อนตรวจ
21 ก.ค. 2023
วันที่ทั่วโลกปราศจากการตีตราอันเนื่องมาจากเอชไอวี (Zero HIV Stigma Day)
“Human First” เป็นหัวข้อรณรงค์ วันที่ทั่วโลกปราศจากการตีตราอันเนื่องมาจากเอชไอวีในปี 2023 เพื่อเน้นย้ำมิติความเป็นมนุษย์ของผู้ที่มีเอชไอวีและได้รับผลกระทบจากเอชไอวี ที่ควรได้รับสิทธิความเป็นมนุษย์เฉกเช่นมนุษย์ทุกคน ให้เห็นมนุษย์ ไม่ใช่เห็นแต่ไวรัส และการเลือกปฏิบัติใดๆ ต่อผู้มีเอชไอวีควรถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ข้อเสนอเพื่อการขจัดการตีตราอันเนื่องมาจากเอชไอวี https://zerohivstigmaday.org/wp-content/uploads/2023/07/ZeroHIVStigmaDay_Toolkit.pdf
ความเป็นมา
วันที่ 21 กรกฎาคม ได้รับการเลือกและเสนอให้เป็นวันสร้างความตระหนักเรื่องการตีตราอันเนื่องมาจากเอชไอวี เพื่อเป็นเกียรติให้กับคุณ พรูเด็นซ์ โนบันตู มาเบเล่ (Prudence Nobantu Mabele) หญิงผิวดำชาวแอฟริกาใต้คนแรกที่แบ่งปันเรื่องสถานะการมีเอชไอวีให้กับสาธารณะรับรู้ เธอต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้หญิงและเด็กที่อยู่ร่วมกับเอชไอวี และความรุนแรงทางเพศภาวะ คุณพรูเด็นซ์ เกิด 21 กรกฎาคม ปี 1971 ได้รับเอชไอวีปี 1990 พูดถึงสถานการณ์มีเอชไอวีของเธอในที่สาธารณะในปี 1992 และเสียชีวิตลงในวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 2017 https://en.wikipedia.org/wiki/Prudence_Nobantu_Mabele
วันสร้างความตระหนักเรื่องทั่วโลกปราศจากการตีตราอันเนื่องมาจากเอชไอวี สร้างความเคลื่อนไหวไปทั่วโลก รวมผู้คน ชุมชน และประเทศทั้งหลายให้ตระหนักและลงมือปฏิบัติต่อการตีตราอันเนื่องมาจากเอชไอวี เพื่อนักกิจกรรมด้านเอชไอวีที่จากไปและเพื่อนักกิจกรรมทุกคนที่ยังคงต่อสู้กับเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง
วันที่ทั่วโลกปราศจากการตีตราอันเนื่องมาจากเอชไอวี ริเริ่มในปี 2021 โดย 4 องค์กร
17 ก.ค. 2023
คัดลอกจากและนำเสนอเนื้อหาบางส่วนจาก บทความวิชาการเพื่อการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์
เรื่อง การใช้และความปลอดภัยของฮอร์โมนสาหรับเปลี่ยนกายภาพ ทางเพศในหญิงข้ามเพศ (Use and safety of hormone treatment for transforming physical sexual appearance in transgender women)
รศ. ดร. ภญ.จุราพร พงศ์เวชรักษ์
สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ความปลอดภัยของการได้รับฮอร์โมน ในหญิงข้ามเพศ
โรคหัวใจร่วมหลอดเลือด [6, 8, 9]
ในภาพรวม การศึกษาเชิงระบาดวิทยาชนิด retrospective cohort หลายการศึกษาในยุโรป ติดตามผลเป็นระยะเวลา 4 ปี จนถึงตลอดชีวิต พบว่าหญิงข้ามเพศ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าหญิงทั่วไป ด้วยช่วงอัตราความเสี่ยง 1 ถึง 2.9 และมีอัตราการเสียชีวิตจากหัวใจขาดเลือด 1.64 เท่า (95%CI 1.43-1.87) เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป และเพิ่มขึ้นเป็น 3.12 (95% CI, 1.28–7.63) ในกลุ่มที่ได้รับ ethinyl estradiol 100 ไมโครกรัมต่อวัน ร่วมกับ CPA 100 มิลลิกรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมนหรือเคยได้รับ [18-19] ซึ่งในปัจจุบัน ethinyl estradiol ไม่มีที่ใช้ในหญิงข้ามเพศอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจร่วมหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ทราบกันดีอยู่แล้วได้แก่ ดัชนีมวลกายที่สูง สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงและการดารงชีวิตที่ไม่มีการออกแรงกาย อายุเมื่อเริ่มการใช้ฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนสภาพเพศ ก็มีความสาคัญต่อระยะเวลาของการมีปัจจัยเสี่ยง อย่างไรก็ตาม พบว่าหญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมน มีระดับไขมันที่ดี คือ มีระดับ HDL-C เพิ่มขึ้นและระดับ LDL-C ลดลง [15, 19] เมื่อพิจารณาจากข้อจากัดของรูปการศึกษาที่เป็นข้อมูลย้อนหลังและเป็นกลุ่มประชากรยุโรป ยังไม่อาจสรุปได้ว่าหญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจร่วมหลอดเลือดสูงกว่าหญิงทั่วไป และไม่อาจนามาคาดการณ์กับหญิงข้ามเพศไทยได้
การเกิดโรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ พบว่าการศึกษาให้ผลที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจเนื่องจากรูปแบบการศึกษาที่แตกต่างกัน มีทั้งการศึกษาชนิด cross-sectional และการศึกษาชนิด retrospective cohort จึงทาให้การรายงานผลมีทั้งอัตราความชุก/อุบัติการณ์ และอัตราเสี่ยง รวมถึงกลุ่มเปรียบเทียบมีทั้งชายและหญิงทั่วไป [18]
ดังนั้นอุบัติการณ์ที่แท้จริงของเหตุการณ์ด้านหัวใจร่วมหลอดเลือดรวมถึงการเสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าว ยังต้องการการศึกษาที่มีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และติดตามไปข้างหน้าในระยะเวลาที่นานเพียงพอ ซึ่งในปัจจุบันนี้มีการศึกษาที่เป็นข้อมูล real world ในยุโรป กาลังดาเนินการอยู่ต่อเนื่อง [15]
ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ [6, 8, 9]
เป็นที่ทราบกันดีว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีคุณสมบัติก่อลิ่มเลือด ทาให้เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำ ซึ่งขึ้นกับขนาดยา และปัจจัยบุคคลด้วย ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น ดัขนีมวลกายสูงกว่า 25 กก./ม.2 ปัจจัยทางพันธุกรรม ประวัติเคยเกิดลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำมาก่อน การศึกษาในหญิงข้ามเพศ หลังจากได้รับฮอร์โมนไป 2 และ 8 ปี มีความเสี่ยงต่ออุบัติการณ์ของลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำสูงกว่าบุคคลโดยทั่วไป โดยมี risk difference เมื่อเทียบกับเพศชายทั่วไป 4 (95% CI 1.6-6.7) และ 16.7 (6.4-27.5) และเมื่อเทียบกับเพศหญิงทั่วไป 3.4 (1.1-5.6) และ 13.7 (4.1-22.7) ตามลาดับ ระยะเวลาของการได้รับฮอร์โมนที่นานขึ้น การได้รับ CPA ร่วมและการได้รับเอสโตรเจนรูปแบบรับประทาน จะเพิ่มความเสี่ยง ในขณะที่รูปแบบแผ่นติดผิวหนังและเจลทาผิวหนังไม่มีผลเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้นในหญิงข้ามเพศทุกรายที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือในรายที่อายุ 40 ปีขึ้นไป จึงแนะนําให้ใช้เอสโตรเจนรูปแบบทางผิวหนัง
การทบทวนอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์ชนิดอภิมาน ที่ประกอบด้วยข้อมูลจาก 18 การศึกษา ในหญิงข้ามเพศกว่า 10000 คน พบอัตราความชุกของเหตุการณ์ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำรวมร้อยละ 2 และความชุกสูงขึ้นตามอายุและระยะเวลาที่ได้รับฮอร์โมน หญิงข้ามเพศที่อายุเฉลี่ยไม่เกิน 37 ปี หรือได้รับฮอร์โมนไม่เกินระยะเวลา 1 ปี ไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสาคัญ [20]
มะเร็ง [6-9]
มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน ข้อมูลย้อนหลังในกลุ่มหญิงข้ามเพศ ประเทศเนเธอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกา ในระหว่างการได้รับฮอร์โมนต่อเนื่อง พบว่าอัตราของอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมในหญิงข้ามเพศไม่ได้สูงกว่าหญิงทั่วไป แต่สูงกว่าผู้ชายทั่วไป ดังนั้นหญิงข้ามเพศจึงควรรับการคัดกรองเช่นเดียวกับหญิงทั่วไป มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอโรน ในหญิงข้ามเพศที่ได้รับฮอร์โมนต้านแอนโดรเจน มีอัตราของอุบัติการณ์ต่ำากว่าในชายทั่วไป (incidence ratio 0.2, 95% CI 0.08-0.42)
กลุ่มที่ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนและยาต้านฮอร์โมนเพศชาย CPA มีรายงานความชุกของเนื้องอกต่อมใต้สมอง ชนิดที่สร้างฮอร์โมนโปรแลคติน (prolactinoma) และเนื้องอกของเยื่อหุ้มสมอง (meningioma) สูงขึ้น ซึ่งยังไม่ทราบเหตุผล
เอกสารอ้างอิง
6. Hembree WC, Cohen-Kettenis PT, Gooren L, Hannema SE, Meyer WJ, Murad MH, Rosenthal SM, Safer JD, Tangpricha V, T’Sjoen GG. Endocrine treatment of gender-dysphoric/gender-incongruent persons: an endocrine society clinical practice guideline. J Clin Endocrinol Metab 2017; 102(11): 3869–903. doi: 10.1210/jc.2017-01658.
พล, บรรณาธิการ. คู่มือการให้บริการสุขภาพคนข้ามเพศประเทศไทย.-พิมพ์ครั้งที่ 1.-กรุงเทพฯ : กันต์รพีเพรส จากัด. 2563. หน้า 27-44, 135-154.
Totaro M, Palazzi S, Castellini C, Parisi A, D’Amato F, Tienforti D, Baroni MG, Francavilla S, Barbonetti A. Risk of venous thromboembolism in transgender people undergoing hormone feminizing therapy: a prevalence meta-analysis and meta-regression study. Front Endocrinol 2021; 12: 741866. doi: 10.3389/fendo.2021.741866.
02 มิ.ย. 2023
ก่อนอื่นมาร่วมตอบแบบสำรวจกัน
SOGIE หมายถึงรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และการแสดงออก SOGIE มักถูกพูดถึงเกี่ยวกับประเด็นของ LGBTQ แต่ไม่จำกัดเฉพาะคนกลุ่มนี้ ทุกคนมี SOGIE!
Sexual Orientation: SO หรือ รสนิยมทางเพศ หมายถึง อารมณ์ ความรู้สึกเชิงชู้สาว และความดึงดูดทางเพศต่อ… (หรือไม่ดึงดูดต่อ…) ทั้งในเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน เช่น เลสเบี้ยน เกย์ และไบเซ็กชวลอยู่ภายใต้ร่มนี้ นั่นเป็นเพราะเราพูดถึงคนที่ดึงดูดใจ รักต่างเพศ (มักใช้คำว่า Cisgender หรือ Straight) ก็อยู่ภายใต้ร่มนี้ เป็นสัญชาตญาณที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ เป็นปกติของความเป็นมนุษย์
แม้ว่าคำว่า “เพศ” จะเป็นชื่อเรียก แต่รสนิยมทางเพศในความหมายกว้างที่สุดยังครอบคลุมถึงแรงดึงดูดทางอารมณ์และโรแมนติกด้วย ตัวอย่างเช่น คนที่ไม่มีเพศสัมพันธ์อาจไม่ได้รับแรงดึงดูดทางเพศ พวกเขาอาจยังคงสัมผัสกับแรงดึงดูดที่โรแมนติกและยังคงสนใจในความสัมพันธ์กับผู้อื่น คำต่างๆ เช่น เฮเทอโรแมนติก (Heteromantic) โฮโมโรแมนติก (Homoromantic) และไบโรแมนติก (Biromantic) อยู่ภายใต้ร่มนี้
Gender Identity: GI หรือ อัตลักษณ์ทางเพศ หมายถึง ความสำนึกรู้และการแสดงออกทางเพศภาวะเกี่ยวกับความเป็นเพศภาวะของตัวเองซึ่งอาจจะสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด อัตลักษณ์เป็นเรื่องส่วนบุคคลและถูกกำหนดโดยบุคคลที่ระบุตนเองเท่านั้น The Human Rights Campaign (HRC) อธิบายอัตลักษณ์ทางเพศว่าเป็น “แนวคิดที่ลึกที่สุดเกี่ยวกับตนเองว่าเป็นเพศชาย เพศหญิง ผสมผสานกันของทั้งสองอย่าง หรือไม่มีเลย – นั่นคือปัจเจกบุคคลรับรู้ตนเองและสิ่งที่พวกเขาเรียกตนเองว่าอย่างไร”
เพศของคนๆ หนึ่งเป็นเรื่องทางชีววิทยาและมักกำหนดให้ตั้งแต่แรกเกิดโดยพิจารณาจากลักษณะทางกายวิภาคภายนอกที่สังเกตได้ ซึ่งอาจเป็นเพศชาย เพศหญิง หรือเพศกำกวม ในขณะเดียวกัน เพศในสำนึกของคนเราอาจไม่จำเป็นต้องตรงกับเพศกำเนิดตนก็ได้ ตัวอย่างเช่น คนข้ามเพศจะระบุเพศตนที่ต่างกับเพศแรกเกิด
Gender Expression: GE หรือ การแสดงออกทางเพศภาวะ หมายถึงวิธีที่ “บุคคลแสดงออกหรือนำเสนอเพศของตนในที่สาธารณะ” อาจรวมถึงเสื้อผ้า พฤติกรรม ความสนใจ และลักษณะทั่วไป ซึ่งอาจมาจากการสั่งสอนของครอบครัว เช่น ผู้ชายต้องแต่งกายสีเข้ม มีความเข้มแข็ง ส่วนผู้หญิงควรไว้ผมยาว แต่งหน้า ท่วงท่าการเดิน ความอ่อนโยน
แม้ว่าการแสดงออกทางเพศจะเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับอัตลักษณ์ทางเพศ แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าการแสดงออกทางเพศนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวมากเช่นกัน บุคคลจะเป็นผู้เลือกว่าจะแสดงออกอย่างไร การแสดงออกทางเพศของคนนั้นไม่จำเป็นต้องตรงกับความคิดของสังคมที่วางกรอบอัตลักษณ์ทางเพศที่แน่นอนของคนไว้
Sex Characteristic: SC หรือ เพศสรีระ หมายถึง ลักษณะทางเพศของบุคคลที่ติดตัวมาแต่กําเนิดซึ่งถูกกําหนดให้เป็น 2 เพศ นั่นคือ เพศหญิง และเพศชาย
การเป็น QUEER หมายถึงอะไร?
Queer เป็นคำศัพท์ SOGIE ที่สามารถอธิบายถึงรสนิยมหรืออัตลักษณ์ทางเพศของบุคคลที่ไม่ใช่เพศตามที่สังคมคุ้นเคย (นั่นคือสังคมมักกำหนดว่า Cis-Heterosexual เป็นเพศปกติ) ตัวอย่างเช่น บุคคลที่เป็น Queer อาจรู้สึกดึงดูดใจต่อเพศเดียวกันเท่านั้น แต่ระบุตนเองว่าเป็น cisgender หรือ รู้สึกดึงดูดใจกับทุกเพศและระบุตนเองว่าเป็น non binary
น่าเศร้าที่ queer ถูกใช้เป็นคำดูถูกเหยียดหยาม LGBTQ ในอดีต ดังนั้นบางคนในชุมชนจึงไม่สบายใจที่จะใช้คำนี้เพื่ออธิบายตัวเอง ถึงกระนั้น หลายคนเลือกที่จะเรียกตัวเองด้วยคำนี้อย่างเต็มภาคภูมิ ทางที่ดีที่สุด ควรถามว่าพวกเขาระบุตัวตนอย่างไรก่อนที่จะพูดถึงพวกเขาว่าเป็น Queer
ความสำคัญของ SOGIE
SOGIE เป็นส่วนสำคัญของตัวตนของบุคคล ว่าเป็น queer หรือ cisgender หรือไม่ อย่างไรก็ตาม มันสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้ระบุว่าตัวตนว่าเป็น straight หรือ cisgender เนื่องจากมันทำให้พวกเขามีภาษาในการแสดงออกเรื่องเพศและเพศภาวะในทางที่เหมาะสมและแท้จริงมากขึ้น
ปัจจุบัน หลายประเทศยอมรับว่าคุณลักษณะของ SOGIE ได้รับการคุ้มครองในกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติ เพื่อให้แน่ใจว่าคนเพศทางเลือกรวมถึง queer ไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือถูกบังคับให้ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคม แต่กระนั้นยังมีบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ยังคงมีร่างกฎหมาย SOGIE ที่ยังไปไม่ถึงไหน (แล้วประเทศไทยล่ะ…?)
SOGIE มีไว้สำหรับทุกคน
SOGIE ดูเหมือนจะไปในทำนองเดียวกับประเด็น LGBTQ แต่สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าทุกคนมี SOGIE การทำความเข้าใจอย่างน้อยในสิ่งที่เป็นพื้นฐานของ SOGIE ก็สามารถช่วยให้ทุกคนสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยมากขึ้นและเปิดกว้างมากขึ้นต่อกันและกัน
แหล่งอ้างอิง
26 พ.ค. 2023
เดือนมิถุนายน ของทุกปี คือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของชาว LGBTAIQ+ (Pride Month) เรามักจะเห็นสีรุ้ง
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นธงสีรุ้งปลิวไสวนอกบ้านและในบาร์ ติดไว้ที่เสื้อและที่หลังกันชน ทั้งหมดนี้เป็นการประกาศที่เป็นสากลและภาคภูมิใจว่า #LoveIsLove แต่ใครเป็นคนสร้างธงสีรุ้ง และทำไมมันถึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน LGBT?
ธงสีรุ้งถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1978 โดยศิลปินชาวอเมริกันผู้เป็นทั้งนักออกแบบ ทหารผ่านศึกในสงครามเวียดนาม และนักแสดง Drag queen ชื่อว่า Gilbert Baker เขาได้รับมอบหมายให้สร้างธงโดยนักการเมืองฮาร์วีย์ มิลค์ ไอคอนเกย์อีกคน สำหรับขบวนพาเหรดงาน pride ประจำปีของซานฟรานซิสโก
Baker ได้ให้สัมภาษณ์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ในปีค.ศ.2015 ว่าความคิดเรื่องธงที่เป็นตัวแทนของชุมชนเกย์และเลสเบียนเกิดขึ้นโดยบังเอิญกับเขาเมื่อ 2 ปีก่อนที่เขาจะสรรสร้างผลงาน นั่นคือปี 1976 เขาได้รับแรงบันดาลใจจากการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปีของอเมริกา โดยสังเกตว่าสัญลักษณ์ดาวและแถบจากธงชาติอเมริกันที่เรียงกันอย่างต่อเนื่องทำให้เขาตระหนักว่าคงต้องมีอะไรสักอย่างที่สื่อถึงวัฒนธรรมสำหรับชุมชนเกย์ และในฐานะนักแสดงแดร็กซึ่งเคยชินกับการสร้างเสื้อผ้าของตัวเอง เขาก็พร้อมที่จะตัดเย็บสัญลักษณ์อันโดดเด่นนี้ในไม่ช้า
ในเวลานั้น ภาพที่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเกย์ที่กำลังเติบโตคือสามเหลี่ยมสีชมพู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่พวกนาซีใช้เพื่อระบุกลุ่มรักร่วมเพศ Baker เห็นว่าการใช้สัญลักษณ์ที่มีอดีตอันมืดมนและเจ็บปวดนั้นไม่เคยเป็นทางเลือกสำหรับเขา เขาเลือกที่จะใช้สายรุ้งเป็นแรงบันดาลใจแทน
สีที่แตกต่างกันภายในธงหมายถึงการอยู่ร่วมกัน เนื่องจากชาว LGBT มาในทุกเชื้อชาติ ทุกวัย และทุกเพศ และสายรุ้งก็มีทั้งธรรมชาติและสวยงาม ธงดั้งเดิมมีแปดสี แต่ละสีมีความหมายต่างกัน ด้านบนเป็นสีชมพูสด ( Hot pink) ซึ่งเป็นตัวแทนของเพศ สีแดงสำหรับชีวิต สีส้มสำหรับการรักษา สีเหลืองหมายถึงแสงแดด สีเขียวสำหรับธรรมชาติ สีเทอร์ควอยซ์แสดงถึงศิลปะ สีครามสำหรับความสามัคคี และสุดท้ายสีม่วงที่ด้านล่างสำหรับจิตวิญญาณ
ด้วยความช่วยเหลือจากอาสาสมัครเกือบ 30 คนที่ทำงานในห้องใต้หลังคาของ Gay Community Center ในซานฟรานซิสโก Baker สามารถสร้างธงสีรุ้งชิ้นแรกโด่งดังไปทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน จัดแสดงครั้งแรกที่ขบวนพาเหรดวันเสรีภาพเกย์ในซานฟรานซิสโกเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.1978
หลังจากเปิดตัวการออกแบบแล้ว ผู้เข้าร่วมขบวนพาเหรดต่างโบกสัญลักษณ์ใหม่ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างภาคภูมิ จากนั้น Baker ก็ออกแบบให้กับ Paramount Flag Company ซึ่งขายธงรุ่นที่มี 6 สี สีชมพูสดถูกตัดออกไป และสีเทอร์ควอยซ์กับสีคราม ถูกแทนที่ด้วยสีน้ำเงินเป็นแถบสีเดียว เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้งานจริง หลังจากการลอบสังหารฮาร์วีย์ มิลค์ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ.1978 ความต้องการธงสีรุ้งก็เพิ่มขึ้น ความนิยมเพิ่มขึ้นอีกครั้งในทศวรรษต่อมาเมื่อชาวฮอลลีวูดในเวสต์ฮอลลีวูดฟ้องเจ้าของบ้านเรื่องสิทธิ์ในการแขวนธงนอกบ้าน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ธงสีรุ้งเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ และปัจจุบันมีให้เห็นทั่วโลกในฐานะตัวแทนเชิงบวกของชุมชน LGBT ธงรูปแบบยาวหนึ่งไมล์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 25 ปีของเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ Stonewall Riots และการสร้างธงของ Baker เอง Baker เสียชีวิตเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2017 ขณะอายุ 65 ปี เพียงสองปีหลังจากการแต่งงานเพศเดียวกันถูกกฎหมายในสหรัฐอเมริกา มรดกของเขายังคงอยู่ในธงหกสีที่โบกสะบัดอย่างภาคภูมิใจทุกเดือน Gay Pride ตระหนักถึงชีวิต และเป็นที่รักของชาว LGBT ทั่วโลก
อ้างอิงจาก
https://www.history.com/news/how-did-the-rainbow-flag-become-an-lgbt-symbol
10 มี.ค. 2023
แปลและเรียบเรียงจาก https://theswaddle.com/kink-101-everything-you-need-to-know-about-bdsm/
BDSM คือการปฏิบัติทางเพศที่มีอัตลักษณ์และกิจกรรมทางเพศที่หลากหลาย BDSM มักถูกมองว่าเป็นรสนิยมทางเพศด้านมืด นอกลู่นอกทาง และผิดปกติ ซึ่งมักจะบังคับให้ผู้เล่นต้องหลบเข้าไปในเงามืด เป็นกลุ่มลับที่อยู่แบบมิดชิด ซึ่งแปลกแยกจากสังคมส่วนใหญ่
ผู้เข้าร่วม BDSM ก็จะมี 3 แบบหลัก ได้แก่ ครอบงำ ยอมจำนน และแบบสลับไปมาระหว่างสองแบบแรก ซึ่งเพศวิถีนี้ก็มีความลื่นไหลและต่อเนื่อง และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์หรือคู่ของผู้เข้าร่วม
บีดีเอสเอ็มมีอะไร?
Bondage (พันธนาการ) : รูปแบบหนึ่งของการจำกัดการเคลื่อนไหวของผู้เล่นทางเพศ เช่น การใช้เชือกหรือกุญแจมือ การยับยั้งชั่งใจแบบนี้สามารถเพิ่มความเพลิดเพลินทางเพศให้กับบางคน และกระตุ้นความรู้สึกทางร่างกาย (ความอบอุ่น ความเย็น ความกดดัน ความเจ็บปวด) ในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย
Discipline (ระเบียบวินัย) : กฎและบทลงโทษ ทั้งหมดตกลงกันก่อนการเผชิญหน้าทางเพศจะเริ่มขึ้น โดยปกติผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า จะใช้การควบคุมและกำหนดการกระทำของคู่ที่ยอมจำนน
Dominance: (การครอบงำ) การมีอำนาจเหนือคู่นอนทั้งในและนอกเพศสัมพันธ์ บางครั้ง ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า กำหนดและจัดการกับคู่นอน (ด้วยความยินยอมของอีกฝ่าย) ไม่เพียงแต่พฤติกรรมบนเตียงของคู่นอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมนอกเหนือจากนั้นด้วย ตั้งแต่การกินไปจนถึงรูปแบบการนอนหลับ
Submission (การยอมจำนน) : การกระทำของผู้ยอมจำนนที่ยอมทำตามผู้มีอำนาจเหนือกว่า พวกเขาตัดสินใจหรือรู้ตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง พอๆกับ (หรืออาจมากกว่า) ที่ผู้มีอำนาจสั่งการรู้ตัว การสื่อสารระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ยอมจำนนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เนื่องจากต้องมีการกำหนดขอบเขต แบ่งปันความปรารถนา และได้รับการอนุญาต
Sadism , Masochism, Sadomasochism ซาดิสม์และมาโซคิสม์หรือซาโดมาโซคิสม์: ความสุขที่ผู้เข้าร่วม BDSM ได้รับจากการสร้างความเจ็บปวดให้คู่นอน (ซาดิสม์) หรือไมก็ได้รับความเจ็บปวดจากคู่นอน (มาโซคิสม์) สิ่งนี้อาจแสดงออกเป็นความเจ็บปวดทางอารมณ์ในรูปแบบของการทำให้อับอาย (humiliation) BDSM อาจรุนแรงได้ ถ้าคำว่า ‘รุนแรง’ ถูกดึงออกจากความสัมพันธ์เชิงลบทั้งหมด เรียกว่าการเล่นด้วยความรู้สึกรุนแรง BDSM เช่นการตบตี หยิก หรือทำให้คู่นอนได้รับอันตรายทางร่างกายอื่นๆ แต่ทั้งหมดนี้เป็นความยินยอมพร้อมใจ ความยินยอมเป็นกุญแจสู่การแสดงออกที่ดีของลัทธิ Sadomasochism กิจกรรมสามารถหยุดลงได้ทุกเมื่อหากมีใครรู้สึกไม่สบายใจกับความรุนแรงของการเล่น
คนที่มีส่วนร่วมใน BDSM จัดการกับความยินยอมอย่างไร?
ความยินยอม ในลักษณะที่ไม่มีการบังคับ พร้อมกับกำหนดขอบเขตไว้ชัดเจน และไปในทิศทางที่กระปรี้กระเปร่า จะทำให้เกิดประสบการณ์ทางเพศที่ปลอดภัยและสนองความต้องการอย่างครอบคลุมสำหรับคู่นอนทุกคน สามารถระบุไว้ในสัญญาอย่างเป็นทางการ หรือข้อตกลงปากเปล่า แบบไม่เป็นทางการ หากผู้เล่นรู้สึกไม่สบายใจทั้งก่อนหรือระหว่างประสบการณ์ พวกเขาสามารถหยุดได้อย่างง่ายดาย และผู้เล่นคนอื่นต้องเคารพในการเปลี่ยนใจนี้ จากการสื่อทางคำพูด หรือการส่งสัญญาณให้หยุด
BDSM สามารถเข้ากับเพศสัมพันธ์แบบธรรมดาได้หรือไม่?
BDSM สามารถมีได้หลายรูปแบบ ที่เราเข้าใจมักจะเป็นแบบที่มีแส้ มีชุดหนัง เหมือนที่เห็นในการแสดง BDSM ที่เป็นลักษณะ Discipline, Sadomasochism , Submission สามารถแปลเป็นการกระทำได้หลากหลาย ที่จะเพิ่มเติมในเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการตีก้นหรือกัดเบาๆ การใช้กุญแจมือ แม้กระทั่งการปฏิเสธไม่ให้คู่นอนถึงจุดสุดยอด จิดใจคนเราก็มีความพิสดารอยู่เหมือนกัน ซึ่ง BDSM ให้สเปกตรัมที่กว้างซึ่งสามารถรองรับความต้องการทางเพศที่มีความเข้มข้นต่างกันได้
อะไรทำให้ใครบางคนเอนเอียงไปทาง BDSM?
ความพึลึกพิลั่นที่จะร่วมเพศแบบ BDSM อาจเป็นความปรารถนาที่มีมาแต่กำเนิด เหมือนกับเด็กที่เรียนรู้ว่าตัวเองเป็น queer หรือคนประหลาดจะค่อยๆ รู้จักตัวตนของพวกเขาเองเมื่อเวลาผ่านไป พูดง่ายๆ ก็คือคนที่ไม่จำเป็นต้องมี sex แบบนั้น ก็สามารถค้นพบ BDSM ได้ในภายหลัง บางทีอาจเพื่อเติมชีวิตชีวาให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาหรือเพื่อค้นหาความตื่นเต้นในเรื่องเพศของพวกเขา
การมีความบอบช้ำทางใจ ((Trauma) จะนำเข้าสู่ความสนใจ BDSM หรือไม่?
มันไม่ได้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมใน BDSM อย่างไรก็ตาม BDSM สามารถให้กำลังใจและพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้รอดชีวิตจาก trauma ซึ่งอาจต้องการเอาชนะความบอบช้ำทางใจ ด้วยการปลดปล่อยความเจ็บช้ำอีกครั้ง ด้วยการควบคุมผลลัพธ์ในครั้งนี้ หากสมาชิกของชุมชน BDSM ให้การดูแล ความเคารพ และการสื่อสารกันอย่างเป็นปกติ ก็จะเกิดเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่มี trauma ในการเปิดโลกและคงสภาพเรื่องเพศของพวกเขา
ทุกคนมีคนรักหลายคน (Polyamorous) ในชุมชน BDSM หรือไม่?
ไม่ ไม่จำเป็น BDSM เป็นเพศวิถีทางเลือก นั่นคือมันเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่สังคมถือว่าเป็นบรรทัดฐาน โดยธรรมชาติแล้ว BDSM ยังยอมรับเพศวิถีอื่นๆ เช่น การมีภรรยาหลายคน ชุมชน BDSM ยังยินดีต้อนรับเพศวิถีทางเลือกทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์แบบผู้ครอบงำ-ผู้ยอมจำนน อาจเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว หรือความสัมพันธ์แบบซ้อนทับกันแค่ไหน กลุ่มคนชายขอบก็มักยอมรับซึ่งกันและกัน
โดยสรุปแล้ว ตั้งแต่การพูดคุยโดยละเอียดและครอบคลุมก่อนที่จะทำ BDSM เพื่อกำหนดขอบเขตและยืนยันความต้องการทางเพศ การสื่อสารที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา การดูแลหลังการกระทำ ตลอดจนจริยธรรมของ BDSM สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิด สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและได้รับการเคารพ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาแสดงเพศวิถีของตนเองอย่างมั่นใจ